Skip to content

บทความ

การเลี้ยงปลาสวยงาม

เรื่องเล่าของลุงแป๊ะ : ตอน “สอนปลาหัวขโมย”

        ลุงแป๊ะ  เป็นชายวัยใกล้ 60 ปี  มีอาชีพหาปลาขายมาตั้งแต่เป็นเด็ก  ลุงแป๊ะเป็นเซียนหาปลาตัวยง หาตัวจับได้ยาก  แกชอบดักลอบเป็นชีวิตจิตใจ   ลอบดักปลาของแกจะมีขนาดใหญ่มาก  ใหญ่กว่าของคนอื่นเป็น 2 เท่า  แกจะดักเอาแต่ปลาใหญ่   ปลาตัวเล็ก ๆ แกจะไม่เอา  แกบอกว่า “ เอาไว้ให้มันทำพืชทำพันธุ์บ้าง เดี๋ยวลูกหลานมันจะไม่มีดู”

        


        ตี 2 ของทุก ๆ วันแกจะต้องลงไปกู้ลอบเป็นประจำทุกวัน  แต่วันนี้แกยังไม่ได้ปลาสักตัว  แกลงลอบไว้ประมาณ 50 ลูก  เมื่อไม่ได้ปลาก็ชักจะเหนื่อย ( คือยกลอบเหนื่อย ) แล้วแกต้องพายเรือเป็นระยะทางค่อนข้างไกล (สำหรับคนหาปลา ถ้าได้ปลาจะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเพราะยิ่งได้ยิ่งมันส์)  กู้ลอบพอใกล้จะถึงลูกสุดท้ายลอบที่แกดักปลาอยู่จมลงไปในน้ำ  ลุงแป๊ะเริ่มมีความหวังด้วยประสบการณ์ของแกแสดงว่าต้องมีปลาใหญ่ติดลอบแน่  แกจึงค่อยๆ พายเรืออย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้ปลาตกใจแล้วค่อย ๆ จับหัวลอบแล้วยกขึ้นเรือ  แต่ลอบที่แกยกขึ้นมากลับมีสภาพพังเละเทะ บี้แบนไปหมด  ในลอบมีปลากดคังตัวใหญ่ประมาณ  3-4  กิโลอยู่ถ้าไปขายตลาดก็จะได้สตางค์หลายบาทอยู่  แต่เจ้าปลาตัวนั้นกลับโดนกัดเละไปหมดทั้งตัว  หัวบี้ยังกับใครเอาค้อนไปทุบ     ลุงแป๊ะเห็นแล้วโมโหมาก เพราะจากสภาพปลา  แม่ค้าคงไม่รับซื้อแน่นอน   วันนั้นแกเลยไม่ได้ปลาสักตัว


        วันรุ่งขึ้นแกนำลอบลูกใหม่ไปลงไว้แทนลูกเดิม  แต่ก็ยังไม่มีปลามาติด  เวลาผ่านไปอีกสามวัน  ลอบลูกเดิมก็มีปลามาติดเป็นปลากดคังเหมือนเดิม  สภาพลอบและปลาก็เหมือนเดิมคือเละไปหมดขายไม่ได้   ลุงแป๊ะได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ  แกพายเรือกลับขึ้นท่าพอถึงบ้าน  แกไปหาเบ็ดตัวใหญ่ที่สุดในบ้านที่แกมี  แล้วจัดการผูกเบ็ดด้วยเชือกเส้นใหญ่   แล้วยังนำเชือกเส้นเท่านิ้วชี้ติดไปด้วยอีก 1 ม้วน  การกระทำของลุงแป๊ะอยู่ในสายตาของป้าม๊อกผู้เป็นเมียของแกตลอดเวลา  ป้าม๊อกเห็นการกระทำของลุงแป๊ะแล้วสงสัย   จึงถามลุงแป๊ะไปว่า  “ ตาแป๊ะ  แกจะเอาเบ็ดตัวใหญ่ไปลงปลาอะไร”  “ ก็จะเอาไปจับขโมยที่มันกัดปลาข้าเละน่ะสิ ”  ลุงแป๊ะตอบคำถามของเมีย  ด้วยน้ำเสียงที่ยังมีโมโหอยู่   เสร็จแล้วแกก็เดินไปเอาถังแกลลอน  25 ลิตร ที่วางอยู่ใต้ถุนบ้านมา 2 ลูก  แล้วเดินลงแม่น้ำไป  พอถึงท่าที่จอดเรือแกมีกระชังขังปลาอยู่  แกได้ตักปลากดคังตัวเท่าข้อมือใส่เรือไปด้วย   แกพายเรือไปยังบริเวณที่ลอบพัง  แล้วใช้เชือกมัดกับหินที่มีอยู่ในท้องเรือ  ผูกกับเบ็ดแล้วเอาเบ็ดเกี่ยวปลากด  หย่อนลงไปในน้ำจนถึงพื้นดินใต้แม่น้ำ  แล้วนำปลายเชือกอีกด้านหนึ่งมาผูกกับถังแกลลอน  ให้ถังแกลลอนลอยอยู่เหนือน้ำ  เสร็จแล้วแกก็พายเรือกลับมาบ้าน

        เช้ามืดวันรุ่งขึ้น  ลุงแป๊ะก็ลงไปกู้ลอบตามปกติ   วันนี้แกได้ปลาใหญ่ ๆ มาหลายตัวทำให้แกลืมความโมโหเมื่อวานไป   ขณะที่แกพายเรืออยู่เพลิน ๆ นั้น มีเสียงตะโกนเรียกชื่อแกดังมาจากทางต้นน้ำ  ลุงแป๊ะจำเสียงได้ว่าเป็นเสียงของลุงเติม  พี่ชายของลุงแป๊ะที่หาปลาอยู่เหนือขึ้นไปจากลุงแป๊ะนั่นเอง   


        “มีอะไรหรอพี่เติม”  ลุงแป๊ะร้องถามขณะที่ลุงเติมพายเรือเข้ามาหา  “เฮ๊ย  แป๊ะไม่รู้ อะไรมันลากถังแกลลอนขึ้นไปทางเหนือว่ะ”  ลุงเติมร้องบอกลุงแป๊ะด้วยท่าทางที่ตื่นตกใจ  ลุงแป๊ะมองหน้าลุงเติมแล้วนึกอยู่สักครู่  แล้วจึงยิ้มออกมา    “ ไปพี่เติมไปช่วยข้าสั่งสอนขโมยหน่อย ”   ลุงเติมทำหน้างง ๆ  แล้วก็พยักหน้าอย่างรู้ใจน้องชาย  ลุงเติมรู้แล้วว่าขโมยในที่นี้หมายถึงอะไร  ทั้งสองรีบพายเรือขึ้นน้ำไปยังถังแกลลอนด้วยความรีบเร่ง  สักพักก็เห็นถังแกลลอนลอยอยู่กลางแม่น้ำ  ลุงแป๊ะกับลุงเติมพายเรือตรงไปที่ถังแกลลอนทันที  แล้วทั้งสองก็ช่วยกันจับเชือกที่ผูกติดกับถังแกลลอน   ลุงแป๊ะหันไปพูดกับลุงเติมว่า  “ พี่เติมจับเชือกให้แน่น ๆ นะ  แล้วนั่งเรือดี ๆ ด้วย”  ลุงเติมทำตามคำสั่งที่น้องชายบอกใช้มือจับเชือกข้างหนึ่ง  อีกข้างหนึ่งจับขอบเรือไว้แน่น  “พี่เติมเรามาเล่นสกีกันสักพักหนึ่งนะ”  ลุงเติมพยักหน้า  “ เออเอาไงก็เอากันแต่อย่านานนักนะกูแก่แล้ว”  พอสิ้นสุดคำพูดทั้งสองพี่น้องก็ดึงเชือกพร้อม ๆ กันพอดึงเชือกแรงขึ้น  ขโมยที่กินเบ็ดที่เกี่ยวปลากดอยู่ใต้น้ำก็ขัดขืนไม่ยอมให้เห็นตัวง่าย ๆ มันลากเรือทั้งสองลำวิ่งขึ้นสวนน้ำไปอย่างรวดเร็ว  “เฮ๊ย ๆ ช้า ๆ หน่อย”  ลุงเติมร้องบอกขโมย  แต่ส่วนลุงแป๊ะนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี  พอลากเรือทั้งสองลำไปได้สัก 1 กิโลเมตร   มันก็เริ่มลากช้าลงแล้วก็หยุดทั้งสองมองหน้ากัน  “สงสัยมันหมดแรงแล้วพี่เติม”  ลุงแป๊ะออกความเห็น  แล้วทั้งสองก็ช่วยกันดึงเชือกขึ้นมา  แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด  ไอ้หัวขโมยตัวนี้ไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นง่าย ๆ มันกลับตัวลากเรือลงมาตามน้ำอีกครั้งหนึ่ง   ทั้งสองพี่น้องต้องออกแรงดึงเชือกให้ตึงจับให้แน่นแล้วปล่อยให้มันลากพามาตามน้ำอีกพักใหญ่ ๆ มันจึงหยุด  “เฮ๊ย  ได้แป๊ะมันเหนื่อยแล้ว  แต่กูเหนื่อยกว่ามันอีก  กูชักไม่สนุกแล้วนะโว๊ย  พอรึยัง”  ลุงเติมร้องบอกน้องชายด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบ  “เดี๋ยวพี่ขอเอาด้ามพายตีกระบานสั่งสอนมันสักทีเถอะ”  ว่าแล้วลุงแป๊ะก็ออกแรงดึงเชือกสุดแรงพร้อมร้องบอกให้พี่ชายช่วยดึงด้วย  ทั้งสองช่วยกันดึง  “พี่ผมว่าไม่ต่ำกว่า 300 โล”   ลุงแป๊ะร้องบอกพี่ชาย  ลุงเติมพยักหน้าเห็นด้วย  ทั้งสองช่วยกันดึงเชือกขึ้นมาทีละนิด  เจ้าหัวขโมยก็ยังขัดขืนไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นตัวง่าย ๆ ดึงกันไปดึงกันมาจนเจ้าหัวขโมยหมดแรงมันจึงค่อย ๆลอยตัวขึ้นมาให้เห็น  ลุงแป๊ะยิ้มออกมาอย่างผู้มีชัยชนะ  เพราะเจ้าหัวขโมยที่ลอยตัวขึ้นมาให้เห็นเป็นปลาราหูขนาดใหญ่  ตัวขนาดเท่ากระบะรถปิ๊กอัพเห็นจะได้  คาดว่าน้ำหนักคงใกล้ ๆ 300 กิโล  ลุงแป๊ะเอามือคว้าด้ามพาย  แล้วเคาะไปที่หัวปลาราหูเบา ๆ แล้วพูดกับมันว่า  “ทีหลัง อย่ามาลักขย้ำปลาในลอบของกูอีกจำไว้นะ”  เสร็จแล้วแกก็หยิบมีดที่หัวเรือมาตัดเชือกให้ขาด แล้วก็ปล่อยมันไป

        นี่เป็นเรื่องเล่าจากปากของลุงเติม  ซึ่งเป็นพี่ชายของลุงแป๊ะ  เล่าให้ผมฟังถึงประสบการณ์จริงที่ผ่านมา  ซึ่งปัจจุบันทั้งสองก็ยังคงหาปลาอยู่ในแม่น้ำน่าน  และปลาที่ส่งลงไปขายที่กรุงเทพฯ  บางส่วนก็เป็นฝีมือของลุงทั้งสองคนด้วย   ทั้งสองคนถือได้ว่าเป็นที่เคารพนับถือของพวกเราและ เป็นผู้ใหญ่ที่คอยชี้แนะสั่งสอนวิธีการหาปลาแม่น้ำให้กับพวกเรามาตลอด    ปลาใหญ่ ๆ ที่ท่านทั้งสองหามาได้ซึ่งบางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์  ท่านก็จะปล่อยกลับคืนสู่แม่น้ำ  ดังตัวอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น  ทั้ง ๆ ที่ปลาราหูขายได้ตัวละหลายหมื่นท่านก็ปล่อย  แถมยังคอยเตือนพวกเราด้วยว่าอย่าเห็นกับเงินมากนักให้เห็นแก่ลูกหลานสำคัญเข้าไว้ก่อน  เดี๋ยวรุ่นลูกรุ่นหลานมันจะไม่รู้จักปลาราหูกัน   ซึ่งในปัจจุบันปลาราหูในเขต อำเภอชุมแสง  ได้ขยายพันธุ์ขึ้นมาก  พวกเราพบกันบ่อยมากขึ้น  แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำว่ายังมีปลาหลากหลายอยู่  เวลาช่วงหน้าแล้งเราลงเบ็ดปลากระเบน  เราจะได้ลูกปลาราหูมากขึ้นกว่าปีก่อน ๆ พอสมควร

        โอกาสหน้าถ้ามีเวลา  ผมจะนำเรื่องเล่าของสองพี่น้องลุงแป๊ะกับลุงเติมมาเล่าให้ฟังอีก  เพราะท่านมีเรื่องเล่าประสบการณ์มากมายหลายเรื่อง   ตอนนี้ลุงแป๊ะกำลังเริ่มทำโครงการปล่อยปลากระโห้คืนสู่แม่น้ำอยู่  ซึ่งจะดำเนินการเร็ว ๆ นี้ โดยเลี้ยงลูกปลาให้ใหญ่ในบ่อดิน  พอตัวใหญ่ก็จะปล่อยคืนลงสู่แม่น้ำ  เพราะปัจจุบันปลากระโห้ในแม่น้ำหายากพอสมควร   อ้อ !  ลุงแป๊ะแกเลี้ยงปลาแรดไว้ในบ่อขนาดตัวละ  5 – 6  กิโล  วันดีคืนดีแกก็จะอุ้มปลาตัวใหญ่ ๆ ปล่อยลงในแม่น้ำ  ในปัจจุบันปลาแรดแถว ๆ ตำบลโคกหม้อมีมากขึ้น  ก็ด้วยฝีมือลุงแป๊ะแกนี่แหละ  อีกไม่นานเราอาจจะนำปลาแรดขนาด 3 – 6 กิโล  ของลุงแป๊ะส่งไปขายให้กับท่านที่สนใจต่อไป  
       
        วันนี้ผมขอเล่าเรื่องเพียงแค่นี้ก่อน  ไว้ค่อยพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปครับผม

ขอขอบคุณ

"กลุ่มคนหาปลาแม่น้ำน่าน"

โดย   นาย  ป. ปลา